Cost Break Down หรือโครงสร้างราคา เป็นรายละเอียดในการแจกแจงต้นทุนต่าง ๆ ที่นำมาคิดราคาเสนอมา ในใบเสนอราคาหรือ Quotation ส่วนมากทำโดยแจกแจงออกมาเป็น ค่าวัตถุดิบ (Material cost), ค่าการผลิต (Process cost), ค่าส่วนประกอบย่อยที่ซื้อมา(Component cost), ค่าการจัดการและกำไร (Over head & Profit) เป็นต้น ซึ่งผมไม่แน่ใจน่ะครับว่าค่ายอื่น ๆ จะมีหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ มันเป็นที่คุ้นเคยกันดีสำหรับค่ายโตโยต้า และฮีโน่ หรืออาจจะเรียกเป็นอื่นสำหรับค่ายอื่นก็สุดแท้แต่
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงต้องมี Cost Break Down ก็เนื่องจากว่าในการตัดสินใจเกี่ยวกับงานราคา ในการซื้อขายชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อส่งเข้าสายการผลิตนั้น มักจะเริ่มต้นจากการที่ต้องกำหนดราคาโดยที่ยังไม่เห็นชิ้นงาน หรือการผลิตจริง และเมื่อทำการเลือกให้ชิ้นงานนั้น ๆ กับ Supplier รายใดแล้ว การจะเปลี่ยน Supplier ในตอนหลังไม่สามารถทำได้ง่าย ซึ่งในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ Supplier ที่เสนอราคาถูกก็อาจจะไม่ได้รับเลือกก็เป็นไปได้ เพราะการตัดสินใจสำหรับเรื่องนี้ไม่ได้พิจารณาที่ราคาถูกที่สุด แต่พิจารณาจากราคาที่เหมาะสมที่สุดที่เป็นไปได้
ดั้งนั้นหลังจากที่ Supplier ได้เสนอราคามาแล้ว หากมีการร้องขอให้ส่ง Cost Break Down มา ขอให้ท่านอย่าได้รำคาญ แต่ขอให้คิดว่าราคาที่เสนอมานั้นเป็นที่น่าสนใจสำหรับบายเออร์ แต่สำหรับSupplier บางรายที่ยังไม่เข้าใจ มักจะปกปิดและไม่อยากเปิดเผยต้นทุนของตัวเอง ด้วยเหตุที่คิดว่าจะกลัวโดนต่อรองราคา หรือไม่สามารถที่จะทำกำไรมาก ๆ ได้ ซึ่งก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งซึ่งไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ซื้อ แต่ในทางกลับกันถ้าหากคุณทำราคาผิดพลาดขึ้นมาและตกลงทำสัญญากันไปแล้วแต่ไม่สามารถทำได้จริงคุณก็ไม่สามารถมาเรียกร้องในส่วนที่ผิดพลาดนั้นได้เช่นกัน หรืออาจทำให้คุณเสียโอกาสในการแข่งขัน เพราะในการแข่งขันราคาในระยะหลัง ๆ นี้ บายเออร์ไม่ได้แข่งขันกันที่ราคา แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการผลิต ซึ่งบายเออร์จำเป็นต้องนำต้นทุนต่าง ๆ จาก Cost Break Down มาเปรียบเทียบต้นทุนแข่งกัน
นอกจากนี้หลังจากเริ่มซื้อขายกันแล้ว Cost Break Down ยังช่วยให้ บายเออร์สามารถวางแผนจัดการต้นทุนผันแปรต่าง ๆ ได้ด้วย เป็นการแบกรับภาระร่วมกัน สำหรับความเสี่ยงจากปัจจัยการผลิตต่าง ๆ จากภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในส่วนนี้ถ้าไม่มีการตกลงในเรื่องรายละเอียดของโครงสร้างราคากันไว้ก่อน ก็เป็นการยากที่บายเออร์จะยอมรับหรือเตรียมการช่วยเหลือ Supplier ได้ทัน
วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เกือบถอดใจ

หลังจากผมเปิด blog มา blog ผมก็หยุดอยู่นิ่ง ๆ ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรกับมัน ไประยะหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ผมเองได้คิดเรื่องที่อยากจะเขียนไว้มากมาย มากเสียจนผมเองก็สับสนในความคิดตัวเอง เพราะเรื่องที่อยากจะเขียนมันเยอะแยะมากมาย เยอะจนผมไม่รู้จะเริ่มมันอย่างไรดี
เป็นความบังเอิญ ผมได้ไปลำดับความคิดของตัวเองออกว่าควรจะเริ่มต้นมันอย่างไรดีก็ตอนที่อยู่บนรถ สำหรับผมแล้วการนั่งรถถือว่าเป็นเหมือนกับการอยู่กับตัวเอง เพราะอยู่บนรถผมไม่สามารถทำอะไรได้ นอนก็ไม่หลับ จะพูดคุยกับใคร หันไปข้าง ๆ ก็ไม่รู้จัก เมื่อได้อยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ แล้วเรื่องทั้งหลายมันจะหลั่งไหลเข้ามาในหัวให้คิดไปเรื่อยเปื่อย คิดไป คิดมา คิดมาคิดไปก็ได้ไอเดีย อะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งมันมักจะเป็นอย่างนี้เสมอ จนบางครั้ง ผมคิดว่าผมโชคดีที่ผมสามารถรู้ทันสมองหยักน้อย ๆ ที่อยู่ในหัวผม ว่าผมควรจะต้องจัดสภาพแวดล้อมอย่างไร เพื่อล่อหลอกให้สมองของผมได้ตื่นจากภวังค์ มาทำงานของมันในส่วนของการคิด ซึ่งบางครั้งมันก็คิดอะไรไร้สาระ ตลก ๆ หรืองี่เง่าอย่างไรก็ปล่อยมัน ให้มันคิดไปเรื่อย ๆ ผมมีหน้าที่เพียงแค่รับรู้ตามมันและก็จดจำว่ามันคิดอะไรไป หลายครั้งบางความคิดอาจดูตื้น ๆ แต่มันก็สามารถเอาไปใช้ได้จริงอย่างคาดไม่ถึง จนผมเองคิดว่าผมเป็นคนโชคดี ที่สามารถจับทางในการที่จะเรียกใช้งานสมองน้อยของผมได้ จึงทำให้ผมสามารถที่จะหาทางออกให้กับตัวเองได้เสมอ บราๆๆๆๆๆๆๆ..เริ่มออกทะเลไปไกลฝั่งเรื่อย ๆ
เอาเป็นว่าผมจับทางสมองหยักน้อย ๆ ของผมได้แนว ๆ นี้แหละครับ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวผมเองแล้วหล่ะว่าจะมีเวลาเขียนมันออกมาได้แค่ไหน แต่ด้วยความตั้งใจผมจะพยายามครับ
(อ้างเวลาอีกแระ จริง ๆ แล้วออกแนวขี้เกียจซ่ะมากกว่า -_-")
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)